เรียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tenses


ถาม : Tense คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง การเรียนเกี่ยวกับ Tenses เพื่อให้เข้าใจในเวลาอันไม่นาน ด้วยวิธีการง่ายๆ จะต้องเรียนแบบไหน กรุณาอธิบายให้ฟังด้วย

ตอบ : Tense แปลว่า “กาล” หมายถึง “การเรียนรู้รูปแบบของคำกริยา ที่ไปแสดงถึงเหตุการณ์หรือการกระทำต่างๆว่าได้เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือว่ายังไม่ทันเกิดขึ้น และจบลงต่างกรรมต่างวาระกันอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร”

ในภาษาอังกฤษแบ่ง Tense ออกเป็น 3 อย่าง คือ

1.Presenst Tense ปัจจุบันกาล

2.Past Tense อดีตกาล

3.Future Tense อนาคตกาล

แต่ละ Tenses ที่กล่าวมานี้ยังแบ่งเป็น Tense ย่อยๆลงไปได้อีกอย่างละ 4 Tense ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป กรุณาอดใจรอสักประเดี๋ยว อย่าเพิ่งใจร้อนน่ะครับ

การเรียน Tense เพื่อให้เข้าใจรวดเร็ว ด้วยวิธการง่ายๆ และใช้เวลาไม่นานนั้น นักศึกษาต้องแยกขั้นตอนการเรียงตามลำดับดังนี้

1. จำชื่อ Tense ให้ได้ทั้งภาษาอังกฤษและคำแปลไทย

2. จำโครงสร้าง (Structure) ของแต่ละ Tense ให้ได้อย่างแม่นยำ (อย่าให้สับสน)

3. พยายามทำความเข้าใจให้ได้อย่างชัดแจ้งว่า แต่ละ Tense นั้น ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกันอย่างไร

1.1 จำชื่อ Tense ให้ได้ทั้งภาษาอังกฤษและคำแปลไทย : ดังได้กล่าวมาแล้วว่า แต่ละ Tense ใหญ่ยังแบ่งเป็น Tense ย่อยได้อีกอย่างละ 4 Tense เพราะฉะนั้น 4 คูณ 3 จึงเท่ากับ 12 Tense ย่อย ปัญหาต่อไปคือว่า จะจำชื่อ Tense 12 Tense นี้อย่างไรจึงจะได้ผล และไม่ลืมง่าย

เรามีวิธีจำแบบไม่ลือง่ายมาฝากกันครับ นั่นคือ การจำแบบ “ระบบจำโดยอัตโนมัติ” (Automatic Memory) ดังนี้

1
Simple Tense
2
ธรรมดา
Continuous Tense
กำลังกระทำ
Perfect Tense
สมบูรณ์
Perfect Continuous Tense
สมบูรณ์กำลังกระทำ

หมายเหตุ ช่องหมายเลข 1 ให้เติมคำว่า Present, Past และ Future (ให้ว่าคำละ 4 ครั้ง) ส่วน หมายเลข 2 ให้เติมคำว่า ปัจจุบันกาล, อดีตกาล, และอนาคตกาล (ให้ว่าคำละ 4 ครั้ง) เช่นกัน

ให้ท่องจำรูปแบบนี้ไปรับรองจะจำได้เร็วขึ้น ขออย่างเดียวอย่าขี้เกียจเป็นพอ

2.2 จำโครงสร้างของแต่ละ Tense ให้ได้อย่างแม่นยำ : การจำหรือเรียนรู้โครงสร้าง (Structure) ของแต่ละ Tense นั้น ครูอาจารย์แต่ละคนก็ให้ไม่เหมือนกัน บางคนก็ให้ยาวเกินไปบวกอย่างนั้นบวกอย่างนี้อยู่นั่นแหละ จนผู้เรียนสับสนไปก็มี แต่สำหรับบทนี้ จะให้เฉพาะส่วนที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นหน่วยสำคัญของประโยคเท่านั้น ซึ่งมีดังต่อไปนี้

โครงสร้างของ Tense 12 Tense

Present
simple
S* + Verb1 (ประธานเอกพจน์เติม s) +….
Continuous
S + is, am, are + Verb 1 เติม ing +….
Perfect
S+ have, has + Verb 3* +…..
Perfect Conti.
S+ have, has + been + Verb 1 เติม ing +….
Past
Simple
S+Verb 2 (เติม ed*บ้าง, ผันบ้าง*)+….
Continuous
S+was,were+Verb 1 เติม ing+….
Perfect
S+had+Verb 3+….
Perfect Conti.
S+had+been+Verb 1 เติม ing+…
Future
Simple
S+will, shall+be+Verb 1 (ไม่เติมอะไร)+…..
Continuous
S+will,shall+be+Verb 1 เติม ing +….
Perfect
S+will,shall+have+Verb 3+….
Perfect Conti.
S+will,shall+have+been+Verb 1 เติม ing+….

*S มาจากคำเต็มว่า Subject แปลว่า ประธาน คือ ตัวประธานในประโยค

*Verb 3 หมายถึง กริยาช่องที่ 3 เช่น go-went-gone (gone เป็น Verb 3)

*Verb 2 หมายถึง กริยาช่องที่ 2 ซึ่งมีทั้งรูปเดิม ed เช่น Open-opened, walk-walked โดยที่ Opened และ Walked เป็น Verb 2 นั่นเอง

ส่วน Verb 2 ที่เป็นรูปผัน เช่น go-went, see-saw

โดยที่ Went, saw เป็น Verb 2 รูปผัน นั่นเอง)


ตัวอย่าง ประโยคสำเร็จของ Tense ทั้ง 12

Present
Simple
I go.
ผมไป
Continuous
I am going.
ผมกำลัง
Perfect
I have gone.
ผมได้ไปแล้ว
Perfect Conti.
I have been going.
ผมได้กำลังไปแล้ว
Past
Simple
I went.
ผมไปแล้ว
Continuous
I was going.
ผมกำลังไปแล้ว
Perfect
I had gone.
ผมได้ไปแล้ว
Perfect Conti.
I had been going.
ผมได้กำลังไปแล้ว
Future
Simple
I shall go.
ผมจะไป
Continuous
I shall be going.
ผมจะกำลัง
Perfect
I shall have gone.
ผมจะได้ไปแล้ว
Perfect Conti.
I shall have been going.
ผมจะได้กำลังไปแล้ว
Present
Simple
He sits.
เขานั่ง
Continuous
He is sitting.
เขากำลัง
Perfect
He has sat.
เขาได้นั่งแล้ว
Perfect Conti.
He has been sitting.
เขาได้กำลังนั่งแล้ว
Past
Simple
He sat.
เขานั่งแล้ว
Continuous
He was sitting.
เขากำลังนั่งแล้ว
Perfect
He had sat.
เขาได้นั่งแล้ว
Perfect Conti.
He had been sitting.
เขาได้กำลังนั่งแล้ว
Future
Simple
He will sit.
เขาจะนั่ง
Continuous
He will be sitting.
เขาจะกำลังนั่ง
Perfect
He will have sat.
เขาจะได้นั่งแล้ว
Perfect Conti.
He will have been sitting.
เขาจะได้กำลังนั่งแล้ว